ReadyPlanet.com


ขอปรึกษาเรื่อง การยืมเงิน ค่ะ(เรื่องราวยาวไปหน่อย ก็ขอโทษด้วยนะค่ะ)


ดิฉันเคยมีบ้านให้เช่า เดิมป็นบ้านที่อยู่เอง พอดีน้องคนที่เช่าบ้านของแม่อยู่ หมดสัญญา(1 ปี) แล้วเขายังหาบ้านไม่ได้ เลยให้เขามาดูบ้านดิฉัน ซึ่งเขาก็ชอบเลยทำสัญญาเช่าบ้านดิฉันต่อ (1 ปี) ค่าเช่า 7000 และมีโทรศัพท์, hi-speed, true vision จ่ายต่างหาก ตอนทำสัญญาใช้ชื่อพี่สาว เช่ามาได้ 2 เดือน ก็มีปัญหาการจ่ายค่าเช่า (ตอนอยู่บ้านเดิมจ่ายทุกเดือน) ค้างมา 2-3 เดือน จ่ายแค่เดือนละ 2,000-3,000 ซึ่งไม่พอค่าเช่าเลย จึงตัดสินใจจะขายบ้าน และได้บอกคนเช่าว่าเรารับภาระไม่ไหว จำเป็นต้องขายบ้าน แต่ก็ไม่สามารถให้คนที่สนใจเข้าไปดูบ้านได้ เพราะเลี้ยงสุนัขเยอะมาก เดิมอยู่บ้านแม่ มีแค่ 1 ตัว พอย้ายมาบ้านดิฉันมี 4 ตัว และก็เพิ่มขึ้นจนเป็น 7 ตัว ซึ่งดิฉันก็มีปัญหาต้องใช้เงินเหมือนกัน จึงตกลงว่าจะช่วยหาบ้าน และได้พาน้องเขาไปดู ราคาเช่า 5,000 ซึ่งถูกกว่า เป็นบ้านเดี่ยวมีเนื้อที่สำหรับให้สุนัขวิ่งเล่นได้ น้องเขาก็ชอบ และได้พาพี่สาวไปดูด้วย ก็ตกลงจะย้าย แต่ไม่มีเงินทำสัญญาที่ใหม่ ดิฉันจึงคิดค่าเช่าที่ค้าง หักลบกับเงินประกัน ซึ่งหักค่าน้ำล่าสุดเหลืออยู่ไม่กี่ร้อย แต่ยังไม่รู้ว่ามีค้างค่าโทรศัพท์+ค่าไฟอยู่เทาไร ดิฉันจึงให้ยืมเงินทำสัญญา 15,000 ไปจ่ายที่ใหม่ โดยให้น้องที่เช่าถ่ายบัตรประชาชน พร้อมเขียนการยืมเงิน 15,000 และจะผ่อนชำระเดือนละเท่าไรกี่เดือนลงไปด้วย แล้วเซ็นชื่อ (ดิฉันก็บอกนะว่าดิฉันเองก้ไม่มีจะกดเงินมาให้ ซึ่งมีดอกเบี้ยเดือนละประมาณ 300-400 บาท) หลังจากที่เขาย้ายออก ดิฉันตรวจดูทรัพย์สินที่เสียหาย มีทั้งเตียงนอน ที่นอน ตู้โชว์ โต๊ะเครื่องแป้ง พื้นปาเก้ ประตูกระจกแตก มุ้งลวดขาด ก็ได้ตกลงกันว่าจะคิดค่าเฟอร์ 5,000 ค่าซ่อมบ้าน 5,000 เขาก็ตกลง โดยขอผ่อนจ่าย และได้เขียนรายละเอียดลงหลังใบสำเนาบัตรที่เขียนยืมเงิน และเซ็นชื่อ หลังจากดิฉันเข้ามาซ่อมบ้าน ซึ่งพักที่บ้านหลังนั้น คืนวันศุกร์ไฟถูกตัด ดิฉันโทรไปถามไฟฟ้าจึงรู้ว่าค้างค่าไฟ ซึ่งได้โทรไปถามน้องที่เช่าเขาบอกให้จ่ายไปก่อน แล้วจะจ่ายคืนให้ ซึ่งคืนนั้นดิฉันต้องออกไปไฟฟ้าชำระเดือนที่ค้าง 975 บาท ซึ่งมีเดือนที่ใกล้จะถึงอีก 1 เดือน 954 บาท ซึ่งถึงกำหนดก็ไม่ชำระให้ ยังมีค่าโทรศัพท์ที่ค้างจ่ายอีก 3 เดือน 4063 บาท ซึ่งดิฉันได้จ่ายไปแล้วเพราะโทรตามมาเป็นเดือนแล้วยังไม่จ่าย และดิฉันต้องขายบ้านแล้ว หลังจากขายบ้านก็ได้โทรตามเรื่องที่จะผ่อนจ่ายก็ผัดมาเรื่อย ดิฉันได้ไปหาที่บ้านเช่าใหม่ก็ไม่เจอ แฟนฝรั่งของน้องเขาบอกว่าไปทำงานตจว.1 อาทิตย์กลับ และตอนเย็นแฟนฝรั่งเขา massage มาบอกว่ายังไม่มี ให้รอสิ้นเดือนส.ค. ดิฉันก็ให้เวลาจนสิ้นเดือน ก้ผลัดมาเรื่อย หลังๆก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ดิฉันขอถามเป้นข้อๆนะค่ะ

1. จะมีวิธีที่ดิฉันจะได้เงินคืนมั้ยค่ะ

2.จะฟ้องร้องได้มั้ยค่ะ ซึ่งรวมๆแล้วก็เกือบ 30,000

ขอบคุณค่ะ

 



ผู้ตั้งกระทู้ คนไม่รู้ :: วันที่ลงประกาศ 2009-11-06 15:45:18


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1468695)

1. ประเด็นนี้คงตอบได้เฉพาะการได้เงินคืนโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็คงจะต้องบอกกล่าวทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร และหากไม่ให้ก็ต้องใช้หลักฐานที่คุณมีฟ้องร้องฐานผิดสัญญากู้ยืมหรือสัญญาเช่า ก็ต้องพิจารณาดูอีกครั้ง

2. ฟ้องร้องได้ครับ ( นำสัญญากู้ยืมและสัญญาเช่ามาให้ทนายความครับ )

ผู้แสดงความคิดเห็น ท.ธีรภัทร์ (ttapjan-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-06 23:55:47


ความคิดเห็นที่ 2 (1469070)

ขอบคุณค่ะ คุณ ท.ธีรภัทร์

ขอถามอีกเรื่องนะค่ะ แล้วค่าใช้จ่ายในการฟ้องแพงมั้ยค่ะ จะคุ้มกับเงินที่จะได้คืนมั้ย แล้วจะจ้างทนายได้ที่ไหนค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนไม่รู้ วันที่ตอบ 2009-11-09 12:42:54


ความคิดเห็นที่ 3 (1469087)

 

ประด็นที่ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่หากจำต้องดำเนินการตามกฎหมาย

       ความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่านั้นก็มีส่วนที่ต้องประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการตามกฎหมาย ตรงจุดนี้หากดำเนินการแล้วไม่คุ้มค่าก็อย่าทำดีกว่า ( เว้นแต่เรื่องที่มันมีศักดิ์ศรีที่ไม่ทำไม่ได้ต้องทำ อะไรอย่างนี้ก็มี ) แต่สำหรับกรณีของคุณที่มีความเสียหายอยู่จำนวน 30000 บาท ลองพิจารณาดูดังนี้นะครับ

การดำเนินคดีของคุณ ( ฟ้องผิดสัญญาเช่า เรียกค่าเสียหาย ) ต้องดำเนินฟ้องอย่างคดีผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  พ.ศ.2551 มาตรา 7  ซึ่งกำหนดให้ฟ้องยังภูมิลำเนาของผู้บริโภค   ฉนั้นต้องตรวจสอบดูว่า ผู้เช่าเขามีทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ( ภูมิลำเนา ) ก็ต้องไปเสนอคำฟ้องที่เขตอำนาจศาลนั้นๆเช่น อยู่สมุทรสาคร ก็ต้องฟ้องศาลจังหวัดสมุทรสาครเป็นต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางสูงขึ้นกว่ากรุงเทพมหานครแน่นอน

สำหรับค่าธรรมเนียมศาล  กรณีของคุณทุนทรัพย์ 30000 บาท ค่าธรรมเนียมจะตกประมาณ 600 บาท และต้องมีค่านำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ซึ่งอยู่ที่แต่ละเขต ต้องเช็คอีกครั้ง ประมาณไว้ระหว่าง 200-1000 บาท  และส่วนที่เหลือคือค่าใช้จ่ายของทนายความ ( ค่าวิชาชีพตรงนี้จะขึ้นอยู่กับทนายความว่าจะเรียกร้องจากคุณตามความเหมาะสม ความยากง่าย ซึ่งจะไม่มีอัตราที่แน่นอน ) แต่ไม่น่าจะเกินหนึ่งในสามของทุนทรัพย์ฟ้อง และสุดท้ายคือค่าพาหนะ ซึ่งตามระยะทางหากเป็นกรุงเทพอาจจะไม่สูงมาก แต่ถ้าเป็นตจว.ก็ต้องแล้วแต่ว่าจะตกลงกันที่เท่าไรในแต่ละเที่ยวที่ไปศาล     การเดินทาง ตีไว้คร่าวๆก่อนคือ 3-5 เที่ยวอย่างแน่นอนในเคสของคุณ  หรือหากให้ทนายความคิดเหมาก็อาจจะทำให้คุณกำหนดค่าใช้จ่ายเป็นสุทธิได้เลย   แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าฟ้องแล้วคุ้มไหม  ฟ้องแล้วจำเลยยอมชำระหนี้ตามฟ้อง  โดยพิจารณาจากหน้าที่การงาน หรือทรัพย์สินของเขาที่ทำให้คุณสามารถมองไปในอนาคตได้ว่า ชนะคดีแล้วสามารถบังคับคดีได้ ด้วยการยึดทรัพย์หรือายัดทรัพย์สิน แต่หากฟ้องแล้วได้แค่คำพิพากษา ผมตอบได้เลยว่าไม่คุ้ม

         คำแนะนำในการดำเนินการเบื้องต้น ให้คุณออกหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อน โดยจะทำเองหรือว่าจ้างให้ทนายความดำเนินการก็ได้ ซึ่งทางทีมงาน Jollaw ทุกคนก็เป็นทนายความวิชาชีพ ที่สามารถดำเนินการได้ ให้โทรสอบถามเรื่องค่าธรรมเนียมได้ที่เบอร์ 0816669150 หรือ0815666656  และแจ้งว่าจากกระทู้ไหน

ผู้แสดงความคิดเห็น ท.ธีรภัทร์ (ttapjan-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-09 13:43:21



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล